ความหมายของคำว่า โอตาคุ (Otaku)
1. ประวัติความเป็นมาของคำว่า Otaku
ระยะที่ 1 : ต้นกำเนิดของคำว่า Otaku
คำว่า
Otaku (ออกเสียงว่า โอ-ทา-กุ) เป็นคำนาม ดัดแปลงมาจากคำว่า O-taku
ซึ่งเกิดจากการนำเอาคำปัจจัย "O-" มาเติมหน้าตัวคันจิ "taku" ซึ่งแปลว่า
"บ้าน" และใช้เมื่อกล่าวถึงบ้านของคู่สนทนา ในความหมายว่า "บ้านของคุณ"
นอกจากนี้ยังสามารถใช้เรียกแทนตัวคู่สนทนาได้ ในความหมายของ "คุณ"
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะในความหมายของ "บ้าน" หรือ "คุณ" Otaku
ก็ถือว่าเป็นคำที่ให้ความรู้สึกสุภาพและเป็นทางการอย่างมาก
การนำเอาคำว่า
Otaku มาใช้เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั้น
ไม่มีแหล่งยืนยันแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน
แต่ควรจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้วในช่วงต้นทศวรรษที่ 80
เนื่องจากวีดิโอที่ชื่อ "Otaku no Video" ของบริษัท GAINAX ที่ออกมาในปี
1992 ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของพวก Otaku นั้น ยืนพื้นจากเหตุการณ์ในช่วงปี
1982-85 เฟรเดอริค ชอดต์ (Frederik L. Schodt) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ
Dreamland Japan : Writing on modern manga ว่า ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980
แฟนการ์ตูนและอนิเมชั่น (Animation) ได้เริ่มใช้คำว่า Otaku
เรียกกันและกัน
สาเหตุที่ใช้ไม่เป็นที่ชัดเจนแต่คำศัพท์นี้ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย
ๆ
พร้อมกับที่กระแสความนิยมในการ์ตูนและอนิเมชั่นได้ก่อให้เกิดการเพิ่มจำนวนของพวกมาเนีย
(Mania) หรือแฟนพันธุ์แท้ (Hardcore Fans) มากขึ้น
โวลเกอร์
กลาสมัค (Volker Grassmuck) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันกล่าวว่า
กลุ่มคนที่เรียกว่า Otaku มีสภาพร่างกายและจิตใจที่เปราะบาง
แต่ไม่ใช่พวกอารมณ์รุนแรง
เพียงขาดความมั่นใจในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น
เป็นสาเหตุให้เกิดการใช้คำพูดที่สุภาพเรียบร้อยเป็นพิเศษ
เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดอันอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับผู้อื่น
ส่วนการใช้คำว่า
Otaku ในสิ่งตีพิมพ์ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1983
โดยนักเขียนการ์ตูนล้อเลียนชื่อ นากาโมริ อากิโอะ (Nakamori Akio)
เขาเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อว่า โอทากุ โนะ เคงคิว (Otaku no kenkyu)
ลงติดต่อกันในนิตยสารการ์ตูนแนวปลุกใจเสือป่าชื่อ มังงะ บุริกโกะ (Manga
Burikko) โดยกล่าวถึงกลุ่มแฟนการ์ตูนที่เรียกกันและกันว่า Otaku
เค้าจึงเรียกคนพวกนี้รวม ๆ ว่า โอทากุ-โซกุ (Otaku-zoku) ซึ่งแปลว่า
เผ่าพันธุ์ Otaku และต่อมาตัดเหลือเพียง Otaku
เขาเขียนบรรยายถึงความประทับใจที่มีต่อเหล่าแฟนการ์ตูนที่มาร่วมงานนิทรรศการการ์ตูนว่า
“เป็นกลุ่มคนที่เล่นกีฬาไม่เก่งและชอบเก็บตัวอยู่ในห้องเรียนในเวลาพักที่เราสามารถพบเห็นได้ในทุก
ๆ ชั้นเรียน… รูปร่างถ้าไม่ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหารก็อ้วนฉุจนผิดสัดส่วน…
ส่วนใหญ่จะใส่แว่นตากรอบเงินหนาเตอะ… และเป็นคนประเภทที่ไม่มีใครคบหาด้วย”
เขาเห็นว่า
คำว่า “มาเนีย" (Mania) หรือ “แฟนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า” (Enthusiastic
Fans) ยังไม่สามารถที่จะใช้เรียกคนกลุ่มนี้ได้อย่างครอบคลุม
จึงขอเรียกด้วยคำว่า “Otaku”
แม้ว่าคอลัมน์ของนากาโมริจะถูกยกเลิกไปในเวลาไม่นาน
แต่ภาพพจน์ของ Otaku ที่นากาโมริได้บรรยายเอาไว้ก็ได้กลายมาเป็น
Stereotyped ของ Otaku ที่ยังคงอยู่ในสังคมและถูกใช้อย่างแพร่หลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการสื่อมวลชน
เนื่องจากพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นถึงการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วของเยาวชนที่หมกมุ่นอยู่กับการ์ตูนและอนิเมชั่น
ระยะที่ 2 : คดี Miyazaki กับ Otaku panic
คำว่า Otaku
panic ถูกนำมาใช้โดยชารอน คินเซลลา (Sharon Kinsella) ในหนังสือ Adult
manga : culture & power in contemporary japanese society
เมื่อกล่าวถึงคดี Miyasaki ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คำว่า Otaku
เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น
คดี Miyazaki
เกิดขึ้นระหว่างปี 1988-1989 ที่จังหวัดไซตามะ (Saitama) โดยนายมิยาซากิ
ซึโตมุ (Miyazaki Tsutomu) วัย 27
ปีได้ประกอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเด็กหญิงวัยก่อนเข้าเรียนจำนวน 4 คน
ซึ่งทุกคนจะถูกมิยาซากิลักพาตัวไปที่ห้องพัก เพื่อข่มขืนแล้วฆ่าปิดปาก
จากนั้นจึงทำการแยกส่วนศพไปซ่อนเพื่ออำพรางคดี
หลังจากนั้นเขายังได้บันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในคอมพิวเตอร์
นอกจากนี้เขายังเคยส่งชิ้นส่วนกระดูกและฟันของเหยื่อรายหนึ่งไปให้ครอบครัวของเหยื่อ
โดยใช้ชื่อปลอมว่า อิมาดะ ยูโกะ (Imada Yuko)
ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครในอนิเมชั่นที่เขาชื่นชอบ
ความโหดเหี้ยมของการกระทำของมิยาซากิทำให้ The New York Times
ถึงกับวิจารณ์ว่า "ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่น"
หลังจากที่ตำรวจจับตัวมิยาซากิได้นั้น
จากการสอบปากคำพบว่าเขามีรูปแบบการดำรงชีวิต 2 แบบ
โดยตอนกลางวันจะเป็นเด็กฝึกงานของโรงพิมพ์ในละแวกนั้น
แต่ตอนกลางคืนจะเพลิดเพลินอยู่กับการ์ตูนและวีดิโอกว่า 6000 ม้วน
ซึ่งส่วนหนึ่งมีเนื้อหาแนวสยองขวัญและลามกอนาจาร
การที่ทนายของเขาพยายามแก้ต่างว่ามิยาซากิไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นกับความตาย
หรือ โลกแห่งความจริงกับโลกในจินตนาการได้นั้น
ทำให้สื่อมวลชนพากันประนามการกระทำของเขาว่ามีสาเหตุมาจากการ์ตูนและอนิเมชั่น
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ บรรดาสื่อมวลชนได้ใช้คำว่า Otaku
เรียกแทนตัวมิยาซากิในการประโคมข่าว
ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดภาพพจน์ในแง่ลบต่อคำว่า Otaku นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ชอดต์ (Frederik L. Schodt) กล่าวว่า หลังจากคดี Miyazaki
เรื่องราวเกี่ยวกับ Otaku และ Otaku-zoku
ได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ในที่สุดคำว่า Otaku ก็ได้ถูกใช้แทน
ชายหนุ่มที่ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและโลกแห่งความจริง
จมปลักอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านจากหนังสือการ์ตูนและอนิเมชั่นแนวลามกอนาจาร
และมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ในความหมายหนึ่งก็คือ
บุคคลที่มีปัญหาทางจิตและเป็นภัยคุกคามต่อสังคม… เหมือนมิยาซากิ
แม้ว่าจะยังมีนักวิจารณ์บางรายให้ความโต้แย้งว่า
Otaku
เป็นคำศัพท์ที่สื่อมวลชนนำมาใช้อย่างลำเอียงเพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างข่าวเกี่ยวกับ
Otaku
แต่ท่ามกลางกระแสความสนใจที่สังคมมีต่อคดีมิยาซากิก็ทำให้ไม่มีใครให้ความสนใจต่อความเห็นเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม
กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า Otaku
ก็ได้มีความพยายามที่จะลบล้างภาพพจน์ดังกล่าว เช่น ในปี 1992 "Otaku no
Video" ของบริษัท GAINAX
อันเป็นบริษัทผลิตอนิเมชั่นชื่อดังได้ออกวางตลาดโดยนำเสนอชีวิตและสังคมของกลุ่ม
Otaku ในลักษณะที่ขบขันและล้อเลียน แต่แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ
เพื่อให้คนทั่วไปมีภาพพจน์ที่ดีต่อ Otaku
และสร้างความเข้าใจว่าไม่ควรด่วนตัดสินว่าสื่อการ์ตูนทั้งหมดให้โทษต่อสังคมด้วยคดี
Miyazaki เพียงอย่างเดียว หรือการที่นายโอกาดะ โทชิโอะ (Okada Toshio)
ประธานบริษัท GAINAX ผู้ได้รับสมญานามว่า "Ota-king"
ได้พยายามสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Otaku
โดยเขียนหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมของ Otaku ออกมาหลายเล่ม
ทั้งยังรับเป็นอาจารย์พิเศษในการบรรยายหัวข้อ Otaku Studies
ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอีกด้วย
ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ภาพพจน์ของ Otaku
ดีขึ้นมาบ้างในช่วงทศวรรษที่ 1990
หากแต่คดี Miyazaki
ไม่ใช่คดีสะเทือนขวัญคดีเดียวที่เกิดขึ้นจากฝีมือของคนที่เป็น Otaku
กรณีที่ การ์ตูน อนิเมชั่น Otaku
และอาชญากรรมถูกเชื่อมโยงเข้าหากันในแง่ร้ายยังมีอีกมากมาย เช่น
เหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อต้นปี 1995 ของลัทธิโอม
ชินริเกียว (Aum Shinrikyo) ที่นำโดยนายอาซาฮาระ โชโกะ (Asahara Shoko)
ก็ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน
ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่านายอาซาฮาระนั้นชื่นชอบในการ์ตูนและอนิเมชั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์มาตั้งแต่เด็ก
ความเชื่อหลายประการในลัทธิของเขาเช่น วันสิ้นโลก (Armageddon)
สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากอนิเมชั่นในสมัยก่อน นอกจากนี้
ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร AERA
รายสัปดาห์ยังเคยรายงานถึงการใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการดึงดูดคนให้เข้าลัทธิในชื่อของ
“AUM COMIC”
เนื่องจากทั้งสองคดีนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม
และต่างก็ถูกสื่อมวลชนนำมาเชื่อมโยงกับคำว่า Otaku เพื่อผลในการประโคมข่าว
ทำให้ภาพพจน์ในแง่ลบของคำว่า Otaku ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น
ระยะที่ 3 : ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปของ Otaku
คำว่า
Otaku เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในความหมายที่เบาและกว้างขึ้นเมื่อราว
ๆ กลางทศวรรษที่ 1990
โดยจะถูกนำมาใช้กับใครก็ได้ที่มีความคลั่งไคล้เป็นพิเศษในงานอดิเรกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมส์ การถ่ายรูปหรือการสะสมแสตมป์ และกลุ่มคนที่เป็น
Otaku ก็นำมาใช้เรียกตนเองด้วยความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมากขึ้น เช่น
Tropical Fish Otaku, Idol Otaku, Robot Otaku และ Lolicom Otaku เป็นต้น
เนื่องจากในระยะหลังญี่ปุ่นมีปัญหาสังคมอื่นที่รุนแรงกว่าเพิ่มขึ้นอีกมาก
ความสนใจในเรื่องของ Otaku เริ่มลดลง
สื่อมวลชนจึงเลิกประโคมข่าวแล้วหันไปจับประเด็นอื่น
รวมทั้งสิ่งตีพิมพ์ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Otaku
ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ข้อเขียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Otaku
ในแง่มุมต่าง ๆ (นอกจากในแง่ร้าย) ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักวิชาการได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Otaku
ออกมามากมาย ในฐานะที่เป็น "คนกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์"
ยามาซากิ
โคอิจิ (Yamazaki Koichi)
นักเขียน-นักวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า Otaku
เป็นผลผลิตของลัทธินายทุนและสังคมแบบบริโภคนิยม
มีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทศวรรษที่ 1970 เป็นพวก
Information Fetish
ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและระบบการศึกษาของญี่ปุ่น
ไม่ใช่พวกเก็บตัว แต่บางครั้งชอบทำตัวแตกต่างจากคนอื่น
เขาเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ขึ้นในญี่ปุ่น
กลาสมัค
(Volker Grassmuck) กล่าวว่า Otaku
เป็นคำที่ใช้เรียกแทนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง เขากล่าวถึงภาพลักษณ์ของ
Otaku ในสายตาคนทั่วไปว่าจะต้องเป็นผู้ชายวัย 10-30 ปี ชอบสวมกางเกงยีนส์
เสื้อเชิ้ต และรองเท้าแตะ ไม่ชอบการติดต่อสัมพันธ์ทางกาย
คลั่งสื่อมัลติมีเดียและเทคโนโลยี
มักจะเป็นพวกนักสะสมสิ่งของและสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างบ้าคลั่ง
(Information Fetish) เป็นเหมือนพวกใต้ดิน แต่ไม่ต่อต้านระบบ
เป็นผลผลิตของสื่อมวลชน และมีพื้นฐานมาจากพวกโมราโทเรียม (Moratorium
ningen) ในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งพ่อแม่ไม่มีเวลาให้
บังคับให้เรียนอย่างเดียวแล้วปรนเปรอเด็กด้วยของเล่น คอมพิวเตอร์และเกมส์
เมื่อเด็กเกิดความเครียดจากการเรียนก็จะหนีเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ
ทำให้เด็กโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในจินตนาการไม่ออก
คินเซลล่า
(Sharon Kinsella) เห็นว่า Otaku
คือคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นปัจเจกสูงผิดปกติ
ในระดับที่ไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเมื่อแยกตัวเองออกจากสังคม
ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบปัจเจกชนนิยมของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น
จนทำให้คนในสังคมขาดความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
จึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนสนใจ
เธอยังเห็นว่าพฤติกรรมของพวก
Otaku ยังน่าจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับโรคที่ไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่
(Peter-pan syndrome) ซึ่งพบมากในคนญี่ปุ่น
แม้จะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนก็ตาม Otaku
จึงนับว่าเป็นสัญลักษณ์แทนสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งก็คือ
คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและลัทธิปัจเจกชนนิยมตั้งแต่ทศวรรษที่
1970 เป็นต้นมา จากข้อเขียนใน SPA! magazine ปี 1986 เห็นว่า Otaku
เป็นผลิตผลของยุคข้อมูลข่าวสารในโตเกียว
เป็นเด็กที่ถูกอบรมให้จดจำข้อมูลต่าง ๆ
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย
วิธีการผ่อนคลายของคนเหล่านี้ก็คือการอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหาล่อแหลม
เล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีความรุนแรง เพื่อหลบจากการบีบบังคับของสังคม
ผลก็คือ เกิดกลุ่ม Hardcore Otaku ในหมู่คนรุ่นใหม่กว่าแสนคน
(แต่จากการประมาณของสำนักข่าวโตเกียวระบุว่ามีถึงล้านคน)
วิลเลียม
กิ๊บสัน (William Gibson) เห็นว่า Otaku
เป็นคนที่มีพฤติกรรมคลั่งไคล้ในบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรง (Passionate
Obsessive) และจดจ่อต่อการค้นหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ
มากผิดปกติ อาจกล่าวได้ว่า ความแตกต่างระหว่าง Otaku
กับคนทั่วไปที่เห็นได้ชัดก็คือ ทัศนคติที่ Otaku มีต่อ “ข้อมูล” นี่เอง
ลอเรนซ์
อิง (Lawrence Eng) เห็นว่าเป็นพวก Self-defined cyborgs
เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมากและจะค้นหาข้อมูลจากทุกแหล่งเพื่อที่จะได้รู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นมากขึ้น
เพื่อความพอใจส่วนตัว
นอกจากนี้คำว่า Otaku
ยังได้ถูกนำมาแผลงเป็นคำคุณศัพท์ว่า โอทากิอิ (Otakii)
โดยใช้ในความหมายเชิงล้อเลียนของการมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นกับอะไรสักอย่างอยู่เพียงลำพัง
ระยะที่ 4 : Otaku, Shin-jinrui, Moratorium ningen และ Hikikomori no hito
ตั้งแต่ปี
2000 เป็นต้นมา Otaku
ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง
นั่นก็คือ สังคมเข้าใจว่า "พฤติกรรม" แบบ Otaku
มีหลายระดับและไม่ใช่สิ่งเสียหาย คนที่เป็น Otaku
ไม่ได้เป็นภัยคุกคามสังคมหมดทุกคน และ Otaku
ก็เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่เป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ ในปัจจุบัน
นักวิชาการและนักวิจารณ์นิยมสร้างคำจำกัดความเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมแบบต่าง
ๆ ขึ้นมามากมายและก็นิยมที่จะนำเอาคำว่า Otaku
ไปเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้คำจำกัดความของ Otaku
มีความเด่นชัดมากขึ้น
คำจำกัดความเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ
Otaku คือ ชิน-จินรุย (Shin-jinrui) โมราโทเรียม นิงเกน (Moratorium
ningen) และฮิกิโกโมริ โนะ ฮิโตะ (Hikikomori no hito)
Shin-jinrui
: จากบทความเรื่อง I’m alone but not lonely กลาสมัค (Volker Grassmuck)
เห็นว่าคำนี้ถูกใช้ในความหมายที่กว้างเหมือน Otaku กล่าวคือ
เป็นคำเรียกรวม ๆ ที่หมายถึงคนรุ่นใหม่
แต่บางครั้งที่ใช้อย่างจำเพาะเจาะจงเยาวชนบางกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกับพวก
yuppies ในปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษามหาวิยาลัยในวัย
20 ต้น ๆ
ที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเสริมรูปลักษณ์ภายนอก
นิยมใช้สินค้าแบรนด์เนม ขับรถยนต์ราคาแพง นิยมทำงานพิเศษที่สบาย ๆ
ใช้เวลาน้อยแต่ได้เงินง่าย เช่นการถ่ายแบบและงานโฆษณา
คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมที่คล้ายกับ Otaku ตรงที่จะบ้าคลั่งในเรื่องแฟชั่น
ที่จะต้องคอยติดตามให้ทันสมัยอยู่เสมอ อาจเรียกว่าเป็นพวก Fashion Otaku,
Brand-name syndrome หรือ M(e)-Generation
อาจกล่าวได้ว่า
การเกิดขึ้นมาของคนประเภทนี้เป็นผลมาจากสภาพสังคมหลังจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นเอง
คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมที่ร่ำรวย สะดวกสบาย และปลอดภัย
ทำให้มีแนวโน้มที่จะรักความสบายเป็นธรรมดา
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่านิยมของคนรุ่นเก่า
การมองคนอีกรุ่นด้วยค่านิยมของยุคสมัยที่แตกต่างกันย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกที่แปลกแยก
เหมือนเป็นบุคคลต่างกลุ่มกัน คำศัพท์ว่า Shin-jinrui
จึงเกิดขึ้นมาด้วยลักษณะนี้
Moratorium ningen : โอโกโนงิ เคโงะ
(Okonogi Keigo) โปรเฟสเซอร์แห่งมหาวิทยาลัยเคโอ
ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มใช้คำนี้กล่าวว่า ลักษณะสภาพจิตของกลุ่ม Moratorium
ในทศวรรษที่ 1970 เป็นพื้นฐานของปรากฏการณ์ Otaku ในทศวรรษที่ 1980
กลุ่มคนที่เรียกว่า Moratorium ningen
เป็นกลุ่มคนที่ขาดจุดมุ่งหมายในชีวิตและขาดความเป็นตัวของตัวเอง
ทำให้ต้องแสวงหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแหล่งอื่น
เมื่อชื่นชอบซึ่งใดจึงมีพฤติกรรมที่หลงใหลอย่างคุ้มคลั่ง
อันเป็นจุดกำเนิดของ Otaku
เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่น
ผู้คนในสังคมมีความสัมพันธ์กันเพียงผิวเผิน ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว
และจากอัตราการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วซึ่งบังคับให้ทุกคนต้องปรับตัวตามให้ทัน
โดยอาศัยการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อชนิดต่าง ๆ
สื่อมวลชนที่มีอำนาจครอบคลุมสังคมจึงนับว่ามีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจของคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะเยาวชน
ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นถูกครอบงำด้วยสื่อและตกเป็นทาสของโฆษณาต่าง ๆ
โอโกโนงิจึงกล่าวประนามสื่อมวลชนว่ามีส่วนก่อให้เกิดปัญหาสังคมด้วยการสร้างโลกที่ลวงตาขึ้นมา
Hikikomori no hito : คำว่า Hikikomori
ไม่มีความหมายในแง่บวกเหมือน Otaku อย่างน้อย ๆ
คนญี่ปุ่นก็จะไม่รู้สึกภูมิใจเลยถ้าถูกเรียกว่าเป็นพวก Hikikomori
ยกเว้นว่าต้องการจะเรียกร้องความสนใจ เพราะนอกจากคำ ๆ
นี้จะหมายถึงคนที่เก็บตัวจากสังคมแล้ว
ยังหมายถึงคนที่มีแนวโน้มว่าจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและชอบใช้ความรุนแรงอีกด้วย
เมื่อก่อนพวก Otaku
เคยถูกเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจและเป็นภัยคุกคามต่อสังคม
เนื่องจากทุกคนเคยคิดว่า Otaku
เป็นพวกเก็บตัวที่หมกมุ่นอยู่กับหนังสือการ์ตูน อนิเมชั่นและเกมส์
แต่เนื่องจากโลกในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร
การเก็บตัวอยู่คนเดียวและท่องโลกทางอินเตอร์เน็ตไม่เป็นสิ่งประหลาดอีกต่อไป
Otaku จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นคนปกติ เพียงแต่มีวิถีชีวิตอีกแบบ
บางคนยังคิดว่าทันสมัยด้วยซ้ำ
ไม่รวมที่ในตอนนี้สังคมญี่ปุ่นได้ตระหนักแล้วว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและเก็บตัวยิ่งกว่า…
นั่นก็คือ Hikikomori
Hikikomori no hito
เป็นกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใครแม้แต่คนในครอบครัว
ชอบอยู่แต่ในห้องของตนเอง (Shut-in)
สาเหตุเกิดมาจากผลกระทบของปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจไม่มั่นคง
การรังแกในโรงเรียน ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การสอบ ฯลฯ
ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งเกิดปัญหาทางจิต เช่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
คิดว่าไม่มีใครต้องการ เก็บกด ซึมเศร้า ก้าวร้าว
และมักระบายออกด้วยการทำลายข้าวของ หรือที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ
การทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วยวิธีการที่รุนแรง
มุราคามิ ริว
(Murakami Ryu) นักเขียนนิยายและบทความเห็นว่า Hikikonomi
เป็นผลพวงของสภาพสังคมญี่ปุ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากเกินไปในครึ่งหลังของศตวรรษที่
20 Hikikomori จึงนับว่าเป็นผลผลิตของสังคมเช่นเดียวกับ Shin-jinrui,
Moratorium และ Otaku แต่ถ้าเทียบกันแล้ว Otaku
ยังจัดว่าเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเป็นสมาชิกของสังคมได้ดีกว่า
เพียงแค่ประหลาดไปบ้าง คำว่า Hikikomori
จึงถูกนำมาใช้ในความหมายของพวกโรคจิตที่เป็นภัยสังคมแทนที่ Otaku
บทความจาก
http://www.TIMEasia.com เรื่อง "Staying In and Tuning Out" กล่าวว่า
กลุ่มคนที่เรียกว่า Otaku
เป็นที่ยอมรับและได้รับความเข้าใจมากขึ้นก็เมื่อเกิดกลุ่มคนที่เรียกว่า
Hikikomori ขึ้นมานั่นเอง
จากที่กล่าวมาทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่า คำว่า Otaku ถูกใช้ในความหมายที่ลื่นไหลพอสมควรในสังคมญี่ปุ่น ดูข้อมูลโดยสรุปได้จาก
1. ทศวรรษที่ 1970 Otaku เป็นคำสรรพนามที่กลุ่มแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนและอนิเมชั่นใช้เรียกหากันและกัน
2.
ทศวรรษที่ 1980 เป็นคำนามที่นากาโมริ
อากิโอะนำมาใช้เป็นคำจำกัดความถึงกลุ่มแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนและอนิเมชั่นซึ่งมีลักษณะดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
3. ต้นทศวรรษที่ 1990 ยังคงความหมายที่นากาโมริให้คำจำกัดความเอาไว้อยู่ แต่ถูกเน้นย้ำความหมายในแง่ลบ เนื่องมาจากจากคดี Miyazaki
4.
ปลายทศวรรษที่ 1990 ถูกใช้ในความหมายที่เบาและกว้างขึ้น ในความหมายของ
"คนที่มีความสามารถในการสะสมและเสาะหาข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง"
ส่วนภาพพจน์ที่นากาโมริเคยบรรยายเอาไว้ก็ยังคงอยู่
ส่วนความหมายในแง่ลบจากคดีมิยาซากิถูกลดทอนความรุนแรงลง และเกิดคำคุณศัพท์
Otakii ขึ้นมา
5. ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
นักวิชาการและนักวิจารณ์ได้ให้คำจำกัดความต่าง ๆ กัน
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมองว่า Otaku เป็นผลผลิตของยุคสมัย
และมักจะนำมาวิเคราะห์กับคำจำกัดความอื่น ๆ เช่น Moratorium ningen,
Hokikomori no hito และ Shin-jinrui เป็นต้น
2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับ Otaku
- Otaku เป็นภัยคุกคามสังคม
ภาพลักษณ์ของ
Otaku ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ บุคคลที่มืดมน ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่มีใครคบหา
น่ารังเกียจ มีอาการป่วยทางจิตและเป็นภัยต่อสังคม
แม้ในปัจจุบันความหวาดระแวงใน Otaku เบาบางลงมากแล้ว
แต่ภาพลักษณ์นี้ก็ยังคงถูกสื่อมวลชนนำมาใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นในนวนิยาย การ์ตูน อนิเมชั่น ละครและเพลง
แสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายและฝังรากลึกของแนวคิดดังกล่าว
นากาโมริ
(Nakamori Akio) เป็นบุคคลแรกที่นำเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบของ Otaku
ต่อสังคมโดยบรรยายว่าเป็นพวกเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม สกปรก ไม่มีระเบียบ
และไม่มีใครชอบ และแนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็น Stereotyped ของ Otaku
ที่ฝังรากลึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้แม้ในปัจจุบัน
แต่กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังเห็นว่า
Otaku เป็นเพียงเงามืดในสังคมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมโดยรวม
จวบจนกระทั่งเกิดคดี Miyazaki แนวคิดว่า “Otaku เป็นภัยคุกคามสังคม”
ได้รับการโหมประโคมจากสื่อมวลชนทำให้มีความรุนแรงมากในช่วงต้นทศวรรษที่
1990 สื่อมวลชนพากันลงบทความที่แสดงความเห็นว่า
“เราไม่สามารถไว้ใจเยาวชนในปัจจุบันได้
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง” เช่น
The Shokan Post เคยลงบทความแสดงความคิดเห็นว่า เด็กประถมและมัธยมทุกวันนี้ส่วนมากเป็น Otaku และเป็นกลุ่มคนที่จะทำให้สังคมมัวหมอง
นักวิจารณ์อย่างโอทสึกะ
เอจิ (Otsuka Eiji) กล่าวว่า "มันอาจฟังดูน่ากลัว
แต่มีคนอีกกว่าแสนคนที่มีงานอดิเรกเหมือนกับมิสเตอร์ M…
พวกเรากำลังประจันหน้าอยู่กับกองทัพฆาตกร"
- Otaku เป็นผลผลิตของสังคม
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า
หลังจากต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา
นักวิชาการและนักวิจารณ์ต่างเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ Otaku ต่าง ๆ นานา
แต่โดยรวมแล้วเห็นว่า Otaku
เป็นหนึ่งในผลผลิตของสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม
ซึ่งผลผลิตของสังคมยุคหลังสงครามนี้ยังมีอีกมากมาย เช่น Hikikomori no
hito และ Shin-jinrui แต่การที่ Otaku
ถูกดึงออกมาประนามอย่างร้อนแรงนั้นเนื่องมาจากความต้องการขายข่าวของสื่อมวลชนนั่นเอง
ยามาซากิ (Yamazaki Koichi) กล่าวว่า Otaku
เป็นผลผลิตของลัทธินายทุนและสังคมแบบบริโภคนิยม
มีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทศวรรษที่ 1970
ด้วยอิทธิพลของสื่อและเทคโนโลยี
รวมกับผลจากระบบการศึกษาของญี่ปุ่นทำให้เกิดกลุ่ม Information Fetish
กลุ่มนี้ขึ้น ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำให้สังคมเสื่อมถอย
แค่มีพฤติกรรมที่แตกต่าง ยามาซากิเห็นว่า Otaku
เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ขึ้นในญี่ปุ่น
กลาสมัค
(Volker Grassmuck) กล่าวว่า Otaku เป็นผลผลิตของสื่อมวลชน
และมีพื้นฐานทางจิตใจมาจากพวก Moratorium ningen ในทศวรรษที่ 19 70
เขาเห็นว่าผู้ใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นไม่สามารถทำความเข้าใจกับความคิดของคนรุ่นใหม่ได้
และไม่สามารถสร้างสังคมที่อบอุ่นได้
ทั้งนี้ก็เพราะว่าตัวผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่นที่เกิดในยุคหลังสงครามเองก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ทางจิตใจ
นั่นคือเป็นพวก Moratorium ทำให้ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีแต่เด็ก
คินเซลล่า
(Sharon Kinsella) เห็นว่า otaku เป็นสัญลักษณ์แทนสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน
สะท้อนความกังวลที่นักวิชาการมีต่อสังคมญี่ปุ่นในหลาย ๆ ด้าน
ตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและลัทธิปัจเจกชนนิยมได้หล่อหลอมคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่
อาซาบะ
มิจิอากิ (Asaba Michiaki) นักวิจารณ์ กล่าวว่า ผลของการถูกแยกจากเพื่อน ๆ
ยัดเยียดให้ตั้งใจเรียนเพื่อเตรียมสอบและอยู่แต่ในห้องนอน
ทำให้เด็กญี่ปุ่นเติบโตขึ้นมาโดยที่ได้รับข้อมูลและประสบการณ์ทางสังคมจากสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว
ซึ่งเยาวชนเหล่านี้เองที่เป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมแบบ Otaku
- Otaku เป็นเหยื่อของสื่อมวลชน
โยเนซาวะ
โยชิฮิโร (Yonezawa Yoshihiro) นักวิจารณ์การ์ตูนและประธานการจัดงาน Comic
Market เห็นว่า การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ Miyazaki และ Otaku
ของสื่อมวลชนเป็นต้นเหตุของความความหวาดระแวงต่อผลิตผลทางปัญญาที่ไม่มีลิขสิทธิ์
(หมายถึง การ์ตูน อนิเมชั่นและนิตยสารใต้ดิน) และคำว่า Otaku
ถูกนำมาใช้เพื่อดึงคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากสังคมและบดขยี้ทิ้งไป ในทางกลับกัน
การเปิดกว้างในการตีความคำว่า Otaku
ก็ทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถที่จะตีความเอาเองได้ตามใจชอบ
ไม่ว่าจะเป็นพวกหนอนหนังสือ แฟนภาพยนตร์ แฟนเพลงวงร็อค
นักวาดการ์ตูนและแฟนอนิเมชั่นต่างก็ถูกเหมารวมกันไปหมด
ลอเรนซ์
(Lawrence Eng) กล่าวว่า ในต้นทศวรรษที่ 1990
สื่อมวลชนทำให้ผู้ชนหวาดกลัวพวก Otaku และพฤติกรรมของพวกเค้า
ลงความเห็นว่าเป็นที่มาของปัญหาสังคม สื่อมวลชนจะกล่าวโทษ Otaku
ในทุกกรณีที่เป็นปัญหาต่อสังคม ซึ่งตัวเขาเห็นว่าเป็นการไม่ยุติธรรม
เป็นความเห็นที่เลือกที่รักมักที่ชังและควรมีการแก้ไขความเข้าใจผิด
เนื่องจาก Otaku ไม่ใช่คนไม่มีเพื่อนหรือฆาตกรโรคจิต แน่นอนว่า Otaku
บางรายอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นแต่ไม่ควรใช้แนวคิดนี้มาตัดสินครอบคลุมไปหมด
- ทุกคนคือ Otaku
ผู้เขียนบทความหลายคนจากหนังสือ
Otaku no tanjou มีความเห็นตรงกันว่า
"ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับข่าวสารอย่างประเทศญี่ปุ่นนั้น
โดยเฉพาะยุคสมัยที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดแบบนี้ ทุก ๆ คนก็เป็น
Otaku ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" เช่น
นากาโมริ อากิโอะ (Nakamori Akio)
ผู้เขียนบทความ Boku ga [Otaku] no natsuke oya ni natta jijou เห็นว่า
ในอนาคตคู่สามีภรรยาจะเป็น Otaku ทั้งคู่
แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อครอบครัวและการเลี้ยงดูลูกแต่อย่างใด
เพราะนี่จะเป็นรูปแบบของครอบครัวคนญี่ปุ่นในอนาคต
อุเอโนะ จิสึโกะ
(Ueno Chizuko) ผู้เขียนบทความ Lolicon to Yaoi zoku ni mirai wa aruka !?
เห็นว่า
เด็กวัยรุ่นที่หมกมุ่นกับการ์ตูนที่มีเนื้อหาในเรื่องเพศนับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น
ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็น Otaku หรือไม่…
แต่ถ้าเธอเป็นคนอื่น ๆ ก็คงเป็น Otaku กันหมด
เพราะคนญี่ปุ่นก็ชอบอ่านการ์ตูนเหมือนกันทั้งประเทศ
มาสึยามะ
ฮิโรชิ (Masuyama Hiroshi) ผู้เขียนบทความ Kanojo ni KEYBOARD ga tsuite
tachi กล่าวว่า "สมัยนี้เราถูกแวดล้อมไปด้วย Otaku" เพราะ Otaku
มีอยู่ทั่วไปในสังคม แม้แต่ในที่ทำงานก็อาจมีได้เช่น Computer Otaku
อย่างไรก็ตาม
ความเห็นของคนกลุ่มนี้อาจจะมีความลำเอียงผสมอยู่บ้างเนื่องจากต่างก็เป็นผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น
Otaku เช่น นักเขียนการ์ตูน นักเขียน นักดนตรี
และจุดประสงค์ของการออกหนังสือรวมบทความเล่มนี้ก็เพื่อสร้างเสริมภาพพจน์ที่ดีให้แก่สังคมของ
Otaku
อีกข้อหนึ่งก็คือ Otaku
ที่คนเหล่านี้พูดถึงจะมีการตีความที่สับสน
เนื่องจากช่วงเวลาที่เขียนบทความอยู่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990
ซึ่งยังมีความขัดแย้งระหว่างแนวคิดของ Otaku
ที่มีอาการหนักและมีปัญหาทางจิตแบบ Miyazaki กับ Otaku ในระดับอ่อน ๆ
ที่สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุข
บทสรุป
ต้นทศวรรษที่
1980
หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่ง
รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจในการพักผ่อนและงานอดิเรกมากขึ้น
เยาวชนในยุคนั้นจึงเติบโตมาอย่างอิสระและมีเสรีภาพในการเลือกบริโภคจากสื่อต่าง
ๆ จากสภาพครอบครัวที่พ่อโหมทำแต่งาน ไม่เคยอยู่บ้าน
ฝ่ายแม่ก็คอยเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียน โดยแลกกับการตามใจในเรื่องอื่น ๆ
และโรงเรียนที่เป็นนรกแห่งการสอบ
ทำให้เยาวชนส่วนใหญ่พากันหลีกหนีเข้าสู่โลกในจินตนาการ
จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Nijikon Fetchi [Two-Dimensional Fetish]
ซึ่งหมายถึง การ์ตูนและอนิเมชั่น
คำว่า Otaku
ซึ่งถูกนำมาใช้ในความหมายที่ลื่นไหลไปตามบริบทของสังคมมาตลอด
จะไม่มีทางเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างขึ้นมาได้เลย
ถ้าสื่อมวลชนไม่นำมาใช้ประโคมข่าวในคดี Miyazaki, Aum Shinrikyo
และคดีอื่น ๆ หากแต่ความตื่นตระหนกที่สังคมมีต่อเรื่องของ Otaku
ก็แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลที่นักวิชาการทางสังคมมีต่อสังคมญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น
ในขณะที่สื่อมวลชนกลับให้ความสำคัญต่อความแตกแยกในสังคมน้อยกว่าที่ควร
ตั้งแต่ทศวรรษที่
1970
นักวิชาการทางสังคมของญี่ปุ่นต่างวิตกกังวลถึงการเสื่อมสลายของสังคมแบบเครือญาติที่มาพร้อมกับความเจริญของลัทธิปัจเจกชนนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่
เนื่องจากวัฒนธรรมแบบปัจเจกที่คนรุ่นใหม่สร้างขึ้นล้วนบ่งบอกถึงการปฏิเสธที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ปฏิเสธหน้าที่ที่มีต่อครอบครัว
บริษัทและประเทศชาติตามที่คนรุ่นเก่าเคยยึดถือมา
ในปลายทศวรรษที่
1980-1990 Subculture ต่าง ๆ
พากันผุดขึ้นมาในสังคมและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยด้วยเทคโนโลยีทางข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้า
เยาวชนต่างซึมซับเอา Subculture
เข้าไปจนมีพฤติกรรมที่แปลกแยกไปจากความคาดหวังของสังคม
ก่อให้เกิดความสับสนในองค์กรทางสังคมตามมา
แต่การที่จะนำเอาการ์ตูน
อนิเมชั่น Otaku ศาสนา
และอาชญากรรมมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนั้นควรจะมีหลักการรองรับที่เพียงพอ
แน่นอนว่าการที่คนญี่ปุ่นตื่นตัวกับเรื่องของ Otaku
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทที่การ์ตูนและอนิเมชั่นมีต่อคนหมู่มาก
ซึ่งหากเป็นในสังคมอื่น เราอาจจะโทษไปที่ภาพยนตร์ นวนิยายหรือดนตรี
ดังที่ดนตรีร็อค แอนด์
โรลและโทรทัศน์เคยถูกประนามว่าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายศีลธรรมอันดีงามและส่งอิทธิพลในทางลบให้แก่เยาวชนในอเมริกามาแล้ว
การ์ตูนและอนิเมชั่นในญี่ปุ่นก็เช่นกัน
เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการ์ตูนและอนิเมชั่นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยในสังคม
ทำให้สามารถที่จะถูกกล่าวโทษว่าเป็นโรคร้ายของสังคมได้อย่างง่ายดาย
และในความหมายนั้น Otaku
ก็นับว่าเป็นผลผลิตของสังคมที่บริโภคการ์ตูนมากเกินไปนั่นเอง
.
.
.
เครดิต http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=spiral&month=26-12-2005&group=5&blog=1
.
.
.
.
.
ใครอ่านจบยกมือขึ้น 55555 พอดีคุยๆเรื่องเกี่ยวกะโอตาคุแล้วเซิร์จเจอบทความนี้เข้าเลยอยากให้หลายๆคนอ่านกัน จะได้ช่วยไขข้อข้องใจรึเป็นแนวคิดเพิ่มเติมสำหรับคำว่าโอตาคุ เพราะหลายๆคนยังฝังใจกับความหมายที่ได้ยินมาอีกที รึไม่ก็เจอกับตัวเอง
บทความนี้ก็ช่วยให้เห็นถึงทัศนคติหลายๆแบบนะอยากให้คนที่อ่านจนจบช่วยคอมเม้นความคิดเห็นไว้ด้วยพอดีอยากรู้น่ะ ถ้าใครเห็นว่าเป็นสาระช่วยติดดาวให้ก็ดี อยากให้คนอ่านเยอะๆน่ะ แต่บล็อกเราคนเข้าไม่เยอะ
อยากเขียนอะไรๆมากกว่านี้แต่คงอ่านกันจนเหนื่อยแล้วงั้นไว้คราวหน้า่ค่อยต่อละกัน~
แต่ก็มีบทความเก่าๆให้อ่านกันสำหรับคนไม่เคยอ่านและคนที่อยากอ่านต่อ
edit @ 31 Jul 2008 20:50:05 by reibear
